Untitled-8

Little Intern in a Big Company – เด็กฝึกงานตัวเล็กๆในบริษัทใหญ่ๆ [ภาคเสริม]

สวัสดีอีกครั้งค่ะ

เนื่องจากบล็อกที่แล้วได้รับผลตอบรับดีเกินคาด
ช็อคมากค่ะ ตอนแรกคิดว่าจะไม่มีคนอ่าน 55

ขอบคุณมากนะคะที่อุตส่าห์อ่านบล็อกยาวๆ แล้วก็ทั้งแชร์ ทั้งคอมเม้นท์
วันนี้พอมีคนถามเรื่องปะสบการณ์ที่เราเจอเนี่ย มีข้อเสียมั่งมั้ย
เราก็ลืมไปเลย เพิ่งมานึกได้นี่แหละค่ะ

ขอบคุณอีกทีสำหรับความคิดเห็น และคำติชมนะคะ
ยินดีมากๆในการตอบคำถามหากมีข้อสงสัย เพราะฉะนั้นถามมาได้นะคะ :)


 

แน่นอนว่าทุกระบบมีข้อเสียค่ะ แต่ปัญหาคือทำยังไงให้อุดข้อเสียนั้นได้มากที่สุด

ความเชื่อใจ
เราพบว่าระบบนี้จะพังทันทีค่ะ ถ้าขาดความเชื่อใจ

อย่างที่พี่ๆหลายๆคห.พูดมาแหละค่ะ ถ้าสภาพแวดล้อมการทำงานที่อิสระยังงี้มันขึ้นอยู่กับความเชื่อใจล้วนๆว่าทุกคนจะเข้างานตามเวลา
ทำงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จทัน และมีศักยภาพพอที่จะทำงานที่ได้รับมอบหมาย

คือเมื่อไม่มีหัวหน้าที่มาจ้ำจี้จ้ำไช บางทีก็เลยเอ้อระเหยกันบ้าง เวลาเข้างานที่ไม่แน่นอนก็ทำให้คนมาเช้าบ้าง สายบ้าง
ตอนที่เราทำมันมีปัญหาตรงที่ว่า Tester มาทำงานเช้ามาก (6.30 เช้า) Dev มา 10 โมง
เพราะฉะนั้น tester ก็จะสูญเสียเวลาตอนเช้าไปเปล่าๆ เค้าเลยแก้ที่ว่า Dev เลิกงานค่ำหน่อย แล้วเขียนโน้ตทิ้งไว้ให้ Tester อ่ะค่ะ
ถ้ามีปัญหาก็ติดต่อผ่าน IRC กรุ๊ปของทีม

เคสนี้ปัญมามันจบตรงที่ว่า Tester เชื่อว่า Dev ทำงานจริง ไม่อู้ ไม่กินแรง
แต่ถ้า Tester เกิดไม่เชื่อขึ้นมาก็จะมีปัญหาภายในแน่ค่ะ คงทะเลาะกันได้ง่ายๆ เพราะสไตล์การทำงานไม่เหมือนกัน

 


ทำงานแบบไร้หัวหน้า และการรับฟังความเห็นของทุกคน

เมื่อมีการเคารพการตัดสินใจตั้งแต่ตัวกระจ้อยยันผู้บริหาร นั่นแปลว่าเราต้องรับฟังความเห็นทุกคนค่ะ
สมมติ ที่ประชุมมี Agenda นึง ทีนี้เราก็ต้องนั่งฟังทุกคน แล้วถึงค่อยสรุปได้ ซึ่งบางทีมันก็เสียเวลา และยืดเยื้อ
แต่ถ้าทุกคนที่จะเข้าประชุมทำการบ้านมาอย่างดี รู้ลึกในสิ่งที่ตัวเองทำ และรู้ในสิ่งที่จะประชุมก็ทำให้มันลื่นไหลไม่เสียเวลาได้ค่ะ

มันอาจจะมีข้อโต้แย้ง ความเห็นไม่ตรงกันแต่เพราะไม่มีลำดับชั้นเลยทำให้ไม่ต้องพูดอ้อมค้อมไปมา พูดใส่กันตรงได้เลย
ซึ่งก็ประหยัดเวลาไปได้ส่วนหนึ่งค่ะ

ในเคสที่การประชุมก็ยืดเยื้อ เราใช้วิธีกำหนดเวลาเอาค่ะ Agenda นี้ตรงจบเวลาเท่านี้ เพื่อให้ประชุมทันและได้ข้อสรุป
Product owner จะเป็นคนคุมเวลา และคนคุมทิศทางการประชุม ในกรณีที่ลงลึกด้านเทคนิคเกินไป หรืออะไรที่เริ่มออกทะเลเค้าก็จะดึงกลับมา
เรายังไม่เคยเจอประชุมที่ไม่ได้ข้อสรุปซักที เลยบอกไม่ได้ว่าถ้าไม่ได้ข้อสรุปจะทำยังไง
ส่วนใหญ่เสร็จก่อนเวลาทุกที เพราะคนคุมเวลาโหด…

กลับมาดูที่เวลาทำงานบ้าง มันก็มีปัญหาเหมือนกันค่ะ
เพราะเป็น Flat-Hierarchy หัวหน้าก็เท่ากับลูกน้อง เพราะฉะนั้นเวลาตัดสินใจทุกคนเท่ากันหมด กว่าจะฟังหมดครบรอบ แล้วโหวตกันก็เหนื่อย
ไม่เหมือนถ้าเป็นที่ไทย สั่งลงมา ปึ้งเดียวจบ คำไหนคำนั้น ทุกคนแยกย้ายทำงาน

และปัญหาอีกอย่างที่เราพบคือ ถ้าเรามีประเด็นโต้แย้งตรงส่วนนึง
สมมติว่า เราคิดว่าฟีเจอร์ตรงนี้มันไม่มีประสิทธิภาพ อยากปรับปรุง แต่ทุกคนบอกว่าเค้าทำตรงนี้มาโอเคแล้วนะ
เราก็ต้องไปหาข้อมูล หาทุกสิ่งทุกอย่างมา Back Up ความเห็นเราค่ะ
ถ้าอยากทำให้ได้ก็ต้องพยายาม proof ให้ได้ว่าเนี่ยตรงนี้มันเป็นแบบนี้จริงๆนะ ต้องทำให้ทุกคนยอมรับจริงๆ เล่นพวกไม่ได้
หรือแค่ว่าหัวหน้าเห็นด้วยคนเดียวก็ไม่ได้ เราตรงโชว์ให้ทุกคนยอมรับจริงๆ ซึ่งเหนื่อยค่ะ 555

การ Discuss / โต้แย้ง / อภิปราย นี่เป็นเสน่ห์ของการทำงานแบบสวีดิชค่ะ
สวีชนเป็นชนชาติที่รักการถกเถียงมาก รักการประชุมเป็นที่สุด
ทำอะไรซักอย่างขอให้ประชุมก่อน 5 นาที 10 นาทีก็ยังดี ไม่งั้นจะเริ่มงานไม่ได้ 55
เราเคยเล่นไพ่ค่ะ เล่นสลาฟธรรมดานี่แหละ กว่าจะได้เริ่มเล่น หมดไปชั่วโมงกว่า
เวลาหมดไปกับการเถียงว่ากฏแต่ละบ้านต่างกันตรงไหน ใครได้เปรียบ ใครเสียเปรียบ ปรับตรงนี้ดีมั้ย
ถ้าคนนั้นได้เป็นคิงทำยังไง สารพันมาก จนเราบอก เริ่มเถอะ แล้วค่อยว่ากัน 55

 


การจ้างคน ยากมาก เสียทรัพยากรเยอะมาก

จากที่เล่าไปเรื่องสวัสดิการ และบรรยากาศออฟฟิศว่ามันดีจริงๆ

เพราะฉะนั้นปัญหาอยู่ที่ว่าเวลาเราต้องหาสมาชิกใหม่มาร่วมทีมเนี่ย มันเป็นไปได้ยากมากค่ะ
หัวหน้าเล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นจ้าง iOS Developer คนนึง ใช้เวลาอย่างต่ำ 10 เดือน
นับตั้งแต่เปิดรับใบสมัคร จนถึงตกลงเซ็นสัญญา (ยังไม่เริ่มงาน เริ่มงานอีก 2 เดือน)

คือนอกจาก HR อ่านใบสมัครแล้ว HR ก็จะสัมภาษณ์ผ่าน Skype ค่ะ เป็นเกี่ยวกับประวัติโดยรวม วิธีการพูด ความสะดวกในการมาทำงาน
ถ้าผ่านก็ไปสัมภาษณ์กับหัวหน้าทีม เกี่ยวกับ บุคลิก นิสัย วิธีการทำงาน ความรู้เชิงเทคนิค
ถ้าผ่านอีกทีก็จะเป็น ทำงานกับทีมครึ่งวัน ก็จะได้โปรเจคท์เล็กๆมา ให้ไปทำงานร่วมกับทีม ถ้าไปรอด คนในทีมโอเค
ก็จะเชิญมากินข้าวค่ะ เป็น Lunch Meeting สังสรรค์ร่วมกับทีม ตัดสินรอบสุดท้าย
ถึงจะตัดสินใจรับเข้าทำงาน ดูยืดยาวหลายรอบมาก เราก็ผ่าน Process นี้มาค่ะ แต่ไม่ได้ทำโปรเจคท์กับทีมแค่นั้น เพราะเป็นแค่เด็กฝึกงาน

จะเห็นว่าทั้ง Process มันให้ทรัพยากรมหาศาลมาก ทั้งฝ่าย HR หัวหน้าทีมที่งานล้นมืออยู่แล้ว และทีมที่ปกติก็ทำงาน
และยังค่าข้าวที่เลี้ยงทั้งทีมและคนสมัครอีก เพราะฉะนั้นการจ้างงานต้องเป็นไปอย่าง Optimize ที่สุดค่ะ

แต่ถ้าไม่มีจะดีมาก

หมายถึงว่าจ้างงานใหม่ให้น้อยที่สุด

คือตัวบริษัทมีวิสัยทัศน์ที่ว่าเราทำให้คนในแฮปปี้ดีกว่าจ้างคนใหม่
เพราะคนในก็รู้เรื่องในบริษัท + เรื่องที่ทำอยู่ดีอยู่แล้ว ปล่อยออกไปเกิดไปติดบริษัทคู่แข่งทำยังไง
หาคนใหม่มา ตามขั้นตอนก็เป็นปี กว่าจะทำงานได้เท่าคนเก่าก็อีก 2 – 3 เดือน
เสียเวลาและเงินมาก เพราะฉะนั้น HR ต้องทำหน้าที่ทำยังไงก็ได้ ให้คนอยู่ หากิจกรรมมาทำให้พนักงานรู้สึกดี + ติดบริษัท
เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหาร และพนักงานให้เกิดความเชื่อมั่น และความมั่นคง ชัดเจนในทิศทางบริษัท

ที่เราชอบมากคือมีอีเว้นท์นึงค่ะ จัดปีละครั้ง หลัง Hack Week เป็นตลาดงานภายใน
คือ HR จะจัดนิทรรศการ แสดงว่าแต่ละแผนกทำงานยังไงบ้าง ผลประกอบการของแต่ละฟีเจอร์เป็นยังไง ปัญหาตรงไหน ทิศทางไปทางไหน
ทีนี้ถ้าพนักงานคนไหนเบื่องานก็สามารถขอ Rotate ตำแหน่งได้ค่ะ

และมันจัดหลัง Hack week ก็คือทุกคนมีโอกาสลองทำอะไรใหม่ๆตอน Hack Week แล้วถ้าติดใจก็ขอ Rotate ตำแหน่งได้
ที่เคยเจอก็มี Dev เบื่องานเปลี่ยนไปเป็น HR และ Designer เปลี่ยนมาเป็น Dev ก็มีค่ะ
ทำให้ไม่มีการหมดไฟ ย้ายแผนกไปเรื่อยๆ อยู่ติดกับบริษัทไปเรื่อยๆ แล้วก็เกิด bond ที่แยกไม่ได้
แบบงานก็ชอบ ไม่เบื่อ เพื่อนก็เยอะ เลยไปไหนไม่ได้ ติดอยู่นี่แหละ 555


อันนี้ก็เป็นข้อเสีย แล้วก็ทางแก้ที่มีอยู่ปัจจุบันค่ะ
เราเล่าในสิ่งที่เราเห็น ประสบการณ์เรายังไม่มาก ทฤษฏีก็ยังไม่แน่น ถ้ามีใครอยากเสริมอะไรก็เชิญเลยค่ะ

เรายังด้อยประสบการณ์อยู่มาก ต้องเรียนรู้อีกเยอะ
เพราะฉะนั้นก็มาแชร์ความคิดเห็นกันนะคะ :)

ไว้เจอกันใหม่เอนทรี่หน้าค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>