เรียนโทอย่างฮิปสเตอร์

สวัสดีค่ะ 

 

หลังจากที่เอนทรี่ก่อนหน้านี้มีคนสนใจและแชร์ไปเยอะมาก มีทั้งคำติชมมากมาย

จุดๆนี้ เราในฐานะคนเขียนขอบคุณมากจริงๆค่ะ /กราบ
คือตอนแรกไม่นึกว่าจะมีคนอ่านด้วยซ้ำ 555
เราอ่านทุกคอมเม้นจริงๆนะคะ ถึงแม้ว่าบางอันจะไม่ได้ตอบก็ตาม..

กลับมาคราวนี้ เป็นเรื่องราวของชีวิตนักศึกษาปริญญาโทฮิปๆของเราค่ะ

เพราะหลายคนถามมาเยอะ ตั้งนานแล้ว แล้วก็ไม่ได้เขียนซักที ประกอบกับมีคนถามมาเพิ่ม และคิดว่าถึงเวลาอันเป็นสมควรในการอัพบล็อกแล้ว

ก็นั่นแหละค่ะ 555

จะแบ่งเขียนเป็น 2 พาร์ทนะคะ พาร์ทแรกจะเกี่ยวกับการใช้ชีวิต และเหตุผลที่เลือกเรียนที่สวีเดน

ส่วนพาร์ทที่สองจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาในฐานะดีไซน์เนอร์ คอร์สที่เรียน งานที่ได้ทำ และประสบการณ์ประหลาดๆที่ได้พบเจอค่ะ


ขอเชิญรับชม รับฟังกันได้

มีข้อแนะนำ ข้อถกเถียง ติชม อะไรก็มาคุยกันนะคะ อยากคุยกับคนอ่านทุกคนค่ะ 😀


Disclaimer :

  1. เราเขียนเอนทรี่นี้ขึ้นมาเพื่อบอกเล่าการใช้ชีวิตของเรา และเหตุผลของเรา ไม่ได้มาหว่านล้อมให้ทุกคนเชื่อตามกัน ทุกคนมีเหตุผลเป็นของตัวเอง มาเล่ามาแชร์กันนะคะ
  2. เราไม่ได้เขียน HOW TO ในเอนทรี่ไม่ได้บอกว่าสมัครมาเรียนที่สวีเดน หรือมหาลัยเราทำยังไง เลือกคณะ มหาลัยไหนสอนอะไร ส่งเอกสารอะไร หรือจะจัดกระเป๋าแพ็คยังไง ในกรณีเรื่องวิธีสมัครยังไง ถ้าตรงการข้อมูลเหล่านั้นเชิญป้ายหน้าค่ะ เอนทรี่ยยาวเรากลัวเสียเวลาอ่านถ้าจะไม่เจอสิ่งที่อยากได้
  3. เราขออนุญาติไม่ตอบคำถามแนวจะสมัครอย่างเราทำไง อยากให้ลูกสมัครบ้าง เลือกคณะไหนดี เพราะเราเชือว่าคนที่อยากสมัครมาเรียนจำเป็นต้องรู้ภาษาอังกฤษในระดับที่อ่านเว็บมหาลัยรู้เรื่องและทำตามได้ และการเรียนต่อ ผู้เรียนควรรู้จักค้นคว้าและหาสิ่งที่ตัวเองอยากเรียนให้เจอค่ะ แต่ถ้าหากมีปัญหาสงสัยจริงๆ หาข้อมูลเบื้องต้นมาแล้วไม่เจอ สงสัยบางจุดเล็กน้อย ถามเราได้ค่ะ
  4. เราไม่ใช่เอเจนซี่ เราเขียนเพราะเราสนุก ถ้าหากตอบช้าอย่าว่ากันเลยค่ะ เราๆท่านๆถึงแม้เป็นฮิปสเตอร์ก็ต้องทำงานหาเงินเนอะ YwY
  5. เราไม่ได้อยากให้ใครเลียนตามแบบเรา ชีวิตเราไม่ได้ประสบความสำเร็จขนาดนั้น เรายังทำงานงกๆทุกวัน แต่เจียดเวลามาเขียนบล็อกก็เลยดูมีชีวิตดี ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ การลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยง
  6. คิด วิเคราะห์ แยกแยกทุกข้อมูลที่ท่านรับไป ท่านอาจจะไม่ได้เจอแบบที่เราเจอ เราอาจจะไม่เจอให้แบบที่ท่านเจอ เพราะฉะนั้นก็แบ่งปันข้อมูลกันค่ะ

 


 

เรียนโทอย่างฮิปสเตอร์

 

ทำไมต้องฮิป

ฮิปไปแล้วได้อะไร

 

คือจากปีที่ผ่านมาเห็นว่าคำว่าฮิปสเตอร์นี่มาแรงแซงโค้งมากค่ะ ก็เลยอยากเอามาเขียนบล็อกซักครั้ง เผื่อบล็อกจะติดท็อปกูเกิ้ลบ้าง

 

ไม่ใช่

 

เรื่องของเรื่อง เราจะท้าวความไปที่ คำจำกัดความของคำว่า ฮิปสเตอร์’

 

คำนี้เนี่ย เราเข้าใจว่ามันคือกระแสทางเลือก อะไรที่มันไม่ใช่กระแสหลักหรือเมนสตรีม

 

และมานั่งคิดๆดูแล้วปริญญาโทที่เราเรียนมานี่ก็ฮิปสเตอร์มากนะ ทั้งสาขา ทั้งที่เรียน และการใช้ชีวิต เรียกได้ว่าครบทุกองค์ประกอบฮิปสเตอร์เลยแหละค่ะ

 

ไม่ว่าจะเป็น ท่องเที่ยวแบ็คแพ็ค นั่งไขว่ห้างจิบกาแฟดำ พร้อมชินนามอนบัน สโลวไลฟ์ พิถีพิถันกับทุกองค์ประกอบในชีวิต และ ฯลฯ

 

ซึ่งสาธยายไม่หมด

 

และทั้งหมดนี้หาได้ที่สวีเดนค่ะ

 

ค่ะ ใช่ค่ะ

โพสต์นี้จะมาพูดถึงชีวิตการเรียนของเราในสวีเดนค่ะ

 

ฟังดูเหมือนขายตรงยังไงชอบกล.. แต่ก็อ่านกันต่อนะคะ 555

 


 

ทำไมสวีเดนถึงฮิป

 

มันน่าจะมีกฏอะไรสักอย่างบัญญัติไว้ว่าเวลาบอกคนอื่นว่าไปเรียนต่างประเทศเนี่ย ทุกคนจะชอบคิดว่า อังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น

บางทีก็พ่วงๆ สิงคโปร์ จีน อินเดีย ฟิลิปปินส์

 

ซึ่งนั่นไม่ผิดค่ะ เพราะทุกประเทศที่กล่าวมานั้นล้วนแล้วที่มีสถาบันที่มีชื่อเสียงในระดับต้นๆของโลก ดูอย่างอังกฤษ กะเมกาสิ ท็อป 100 ของโลก พ่อกวาดไปกี่อันดับฮึ 5555

 

และนั่นเราเรียกว่ากระแสหลักค่ะ มีชาวต่างชาติเยอะ ชาวจีน ชาวเกาหลี ไทย ยุโรปเปี้ยน  ซึ่งเราว่ามันไม่ฮิปเอาซะเลย

 

ดูอย่างสวีเดนซิ!

พูดไปใครจะรู้จักบ้าง

 

อาจจะเคยได้ยินชื่อคุ้นๆหู แต่แน่นอนไม่มีใครคิดว่ามันเหมาะกับการเรียนต่อโทแน่นอน และประกอบกับหลายๆองค์ประกอบในการใช้ชีวิตที่เราจะเล่าต่อๆไป ขอลงความเห็นไว้ตรงนี้เลยว่า

 

สวีเดน ฮิปแน่นอน!

 


 

สวีเดนมีอะไร

 

มีหิมะ และหมีขาว–

 

ไม่ใช่

 

คือหิมะน่ะมี แต่หมีขาวน่ะไม่

 

ด้วยความที่ราชอาณาจักรสวีเดนนั้นตั้งอยู่ในบริเวณ Arctic Circle หรือที่เรียกกันว่าแถบขั้วโลก มโนคติของมนุษย์ส่วนใหญ่ (ซึ่งไม่ใช่แค่ไทย เอาเป็นว่าประชากรโลกทั้งหมดทั้งมวล) นั้นคิดว่าสวีเดนมันต้องหนาวเหน็บ เย็นสุดขั้วปอด และเป็นที่อยู่อาศัยของหมีขาวแน่ๆเลย!

 

ซึ่งมันไม่ผิดค่ะ มันเย็นจริง แต่มันไม่มีหมีขาว 55

 

ที่จริงแล้วสวีเดนไม่ใช่ประเทศที่เงียบและฮิปจนไม่มีคนรู้จักนะคะ มีสินค้า บริการ นวัฒกรรม และการคิดค้นอะไรใหม่ๆเต็มไปหมด ติดอยู่ที่แค่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ามาจากสวีเดนนี่แหละค่ะ

 

บริษัทใหญ่ที่มาจากสวีเดนมีทั้ง IKEA, Ericsson, Electrolux, Volvo หรือจะเป็นแบรนด์เสื้อผ้าสายเมนสตรีมอย่าง H&M สายฮิปอย่าง Nudie Jeans และที่กำลังมาแรงแซงโค้งในประเทศไทยตอนนี้คือ Fjällräven (อ่านตามณัชชานะคะ ฟะ ยอล แรฟ เว่น) แบรนด์เจ้าของกระเป๋าเป้ Kånken (คองเค่น) สีๆที่กำลังฮิตอยู่นั่นแหละค่ะ

 

ถึงตอนนี้ทุกคนอาจจะกำลังคิดว่า เอ๊ะ ที่จริงเราก็ใช้สินค้าสัญชาติสวีเดนมานานแล้วนี่นา หาจุดเชื่อมต่อได้แล้ว 555

 

แต่บล็อกนี้ไม่ใช่บล็อกนำเที่ยว เราจะขอข้ามไปประเด็นสำคัญเลยละกันค่ะ

 

ทำไมถึงควรส่งบุตรหลานของท่านมาเรียนสวีเดน

 

ไม่ค่ะ อย่ามองเราด้วยสายตาแบบนั้น

 

นี่ไม่ใช่ Sponsored Review ค่ะ มหาลัยไม่ได้จ้าง ไม่ได้เปิดเอเจนซี่รับปรึกษาการศึกษาต่อด้วย ไม่ได้ตังค์ค่ะ Customer Review ล้วนๆ ไม่ใช่เด็กทุนด้วย จ่ายค่าเทอมเองล้วนๆ เจ็บปวดมาก 555

 

มีเหตุผลหลายข้อ หลายประการที่ทำให้สวีเดนเป็นที่ๆเหมาะสมกับการศึกษาต่อสำหรับมิตรสหายฮิปสเตอร์อย่างเราๆท่านๆ เราจะขอลิสท์ไว้เป็นข้อๆข้างล่างนะคะ

 


 

หัวข้อการใช้ชีวิต

 

อากาศที่… เอ่อ… ดี เหมาะแก่การศึกษา และเรียนรู้

ขอเริ่มต้นด้วยอากาศเลยค่ะ จะมาสวีเดนไม่พูดเรื่องอากาศเป็นไปไม่ได้

 

สวีเดนมีอากาศที่น่ารักมากค่ะ อุณหภูมิจะแตกต่างกันไปตามฤดู

 

เริ่มต้นจากหน้าร้อนเฉลี่ยที่ 17 องศา สูงสุด 25 ฟินๆสวยๆ แต้มันติดนิดนึงตรงที่มหาลัยไม่ได้เปิดตอนหน้าร้อนนี่ล่ะค่ะ 555

 

เราจะเริ่มต้นปีการศึกษาที่ฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งอุณหภูมิสามารถลงไปถึง 0 – 1 องศาได้ในช่วงเดือนตุลา ในระหว่างที่อุณหภูมิลงต่ำ ฝนก็ตก โดยในเมืองที่เราอยู่นั้น ด้วยความที่ติดทะเล จึงมีสถิติฝนตกประมาณเกือบ 200 วันภายใน 1 ปี (น้อยกว่าลอนเดิ้นหน่อยนึง)

 

ต่อกันด้วยหน้าหนาวที่ ถ้าโชคดีมากๆ อุณหภูมิจะสามารถลงต่ำสุดๆไปที่ -20 องศา แล้วก็จะกลับมาอุ่นอีกครั้งตอนปลายฤดูใบไม้ผลิที่อุณหภูมิจะไต่ขึ้นมาเรื่อยๆจนถึงประมาณ 15 องศา แล้วหลังจากนั้นจะนับเป็นหน้าร้อนค่ะ

 

ไม่ใช่แค่อากาศที่น่ารัก สิ่งที่สวีเดนเอื้ออำนวยให้แก่การศึกษาอีกอย่างคือแสงอาทิตย์ที่ไม่เคยพอดีค่ะ

 

ในหน้าร้อนเราจะเห็นพระอาทิตย์กันประมาณ 20 ชม.ต่อวันหรือทั้งวันในกรณีที่อยู่เมืองทางภาคเหนืออย่าง Umeå ในขณะที่หน้าหนาวนั้นมีแสงอาทิตย์น้อยแค่ 3-4 ชม.ต่อวัน หรือไม่มีแสงอาทิตย์เลยในกรณีทางเหนือ

 

หนุ่มๆสาวๆชาวไทยอาจจะชอบเมื่อได้ยินว่าไม่ค่อยจะมีพระอาทิตย์ให้ได้ยล แต่เราขอบอกตรงนี้เลยค่ะว่าไม่มีแสงอาทิตย์นี่จะเหี่ยวเฉามาก ตอนมาแรกๆเราก็ไม่สำนึกหรอก เห็นแดดทีก็หลบเข้าร่มด้วยนิสัยกระเหรี่ยงเอเชี่ยน อยู่ไปนานๆเห็นแดดนี่แทบจะกระโจนเข้าใส่ โดยปกติแล้วถ้าร่างกายเราไม่ได้รับแสงอาทิตย์นานๆเนี่ยมันจะขาดวิตามิน D ค่ะ ซึ่งจะทำให้เครียดได้ง่าย เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าสถิติการฆ่าตัวตายของประเทศแถบขั้วโลกจะสูงเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในยุโรป เพราะฉะนั้นก็เห็นแสงแดดก็ควรจะดีใจนะคะ 55

 

เห็นมั้ยคะว่าอากาศที่สวีเดนน่ารักขนาดไหน! ทุกๆสิ่งที่ว่ามามันทำให้เหมาะแก่การเรียนรู้มากค่ะ อากาศหนาวทีก็ขดอยู่ในบ้าน ไม่กล้าออกไปเที่ยวไหน แล้วในบ้านก็ไม่มีอะไรจะทำ เอาวะ อ่านหนังสือก็ได้ 555555

 

เวลาอยู่มหาลัยก็จะไม่อยากกลับค่ะ ข้างนอกหนาว นั่งทำงานต่อก็ได้ อารมณ์เดียวกับฝนตกในกรุงนั่นแหละค่ะ ไม่อยากจะออกไปเผชิญโลกความจริง

 

แต่ถ้าไม่นับอุณหภูมิที่แสนจะเลวร้าย และแสงอาทิตย์ที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ประเทศสวีเดนถือเป็นประเทศที่มีอากาศบริสุทธิ์มากค่ะ เพราะมีต้นไม้เยอะ และมี CO2 footprint ที่ต่ำมาก เพราะฉะนั้นคนที่เป็นไซนัสอักเสบและภูมิแพ้อย่างเราอยู่ได้อย่างมีความสุขมากค่ะ

 

วิถึชีวิตและวัฒนธรรมที่สุดแสนจะชิล

เราก็ไม่ค่อยจะเข้าใจว่าทำไมคนทางเหนือเค้าจะมีความชิลอยู่ในทุกอณูการใช้ชีวิต ดูอย่างเชียงใหม่เทียบกับกรุงเทพสิ ชิ๊วชิว

 

บางทีก็อาจจะเป็นที่อากาศ

 

ที่สวีเดนสังคมที่นี่ก็อยู่กันอย่างชิวๆค่ะ ไร้ความเครียด ไร้แรงกดดัน เราใช้ชีวิตแบบเอื่อยๆเรื่อยๆ ไหลไปกับเวลา แต่ไม่ใช่ว่านอนอืดไปตลอดนะคะ (คือนอนอืดก็มีบ้างในวันอาทิตย์แต่เราจะขอเรียกมันว่าการอู้ 55) การใช้ชีวิตที่นี่คือเวลาแต่ละนาทีแต่ละชั่วโมงจะคุ้มค่า ต้องแบ่งเวลาให้เป็น เล่นคือเล่น ทำงานก็ทำงาน เวลาที่ใช้อยู่กับครอบครัวก็จะไม่มาปนกัน

 

วัฒนธรรมสวีเดนสามารถนิยามได้ด้วยคำ 2 คำคือ Fika และ Lagom เอาง่ายๆคือมนุษย์สวีทั้งประเทศอาจจะขาดใจตายได้ถ้าไม่มีสองสิ่งนี้

 

คำแรก Fika (ฟิก้า) เป็นวิถีชีวิตของชาวสวีดิชค่ะ มันแปลได้ราวๆเวลากาแฟ มานั่งล้อมวงกินกาแฟ คุยเรื่องนู้นเรื่องนี้ แล้วถ้าไม่กินกาแฟจะทำยังไง ก็หาชา หรือช็อคโกแลตร้อนได้ค่ะ ไม่ซีเรียส ขอแค่มีอะไรอุ่นๆกิน แล้วมานั่งคุยกันก็พอ แล้วก็โดยปกติแล้วจะมีขนมด้วยค่ะ ที่คลาสสิคสุดต้องมีทุกคาเฟ่ ทุกวงกาแฟก็จะเป็น Cinnamon Bun

 

มันเป็นวัฒนธรรมที่ฮิปมากค่ะ 555 เวลาทำงานเครียดๆหรือเวลาเรียน พอถึงเวลา(แล้วแต่ที่)ก็จะมีคนมาเรียกเอาล่ะถึงเวลา Fika แล้ว ทุกคนก็จะเฮโลกันไปล้อมตู้กดกาแฟกัน แล้วก็นั่งชิวกินกาแฟกับขนม หรือถ้าหากอยู่ในเมือง พอตกบ่าย ช้อปปิ้งเหนื่อยๆก็จะพากันเข้าคาเฟ่ค่ะ จิบกาแฟดริบสวยๆ

 

เวลา Fika นี่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นเวลาศักสิทธิ์ของชาวสวีดิชเลยค่ะ ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถห้ามชาวสวีไม่ให้ Fika ได้ ชาวสวีดิชกันจะหาโอกาส Fika กันทุกที่ทุกเวลาค่ะ แล้วแต่โอกาสจะอำนวย ฟิก้าแต่ละครั้งก็จะประมาณ 1 ชั่วโมง

 

อย่างที่บอกข้างต้นค่ะ ทำงานเครียดอ่ะ ฟิก้า เรียนเบื่อๆจะหลับ ป่ะ ฟิก้า จีบสาว ไม่รู้พาไปไหน อ่ะ ฟิก้า จิบกาแฟพร้อมขนมคุยงุ้งงิ้งดูเมือง นัดคุยงาน ซีเรียสเกินไป ไม่ดีๆ ป่ะ ฟิก้า สัมภาษณ์งาน ไม่ๆ มันจะดูทางการไป ไม่ได้ ต้องฟิก้า ประชุมธุรกิจ กลัวจะตกลงกันไม่ได้ ป่ะ ฟิก้าก่อน ละลายพฤติกรรม ตีสนิท พรีเซนต์งาน แทนที่จะขึ้นสไลด์ ชี้ๆ พูด เบื่อ ไม่เอา ฟิก้าไปพรีเซนต์ไปเลยละกัน

 

นั่นแหละค่ะ ทุกวาระโอกาส… ฮิปมาก…

บางทีเราก็อยากรู้เหมือนกันว่าปีๆนึงเราเสียเวลาฟิก้าไปกี่ชั่วโมง….

 

มาถึงคำที่สอง Lagom (ลา-กอม) เป็นคำแสลงที่แปลว่า ‘พอดิบพอดี’ สามารถใช้ได้ในทุกโอกาสอย่างเช่น ‘Don’t work too much, do it lagom’ อย่าหักโหมทำงานล่ะ ทำพอดีๆพอ หรือ ‘It’s too cold today. No, I think it’s lagom’ วันนี้หนาวจัง ไม่อ่ะ ฉันว่าหนาวพอดีๆนะ

 

มิตรสหายชาวสวีทุกคนยึดหลักความพอดีเป็นนิจค่ะ ทำงานก็เอาแค่พอดี หักโหมไม่ได้ ไม่ดีต่อสุขภาพ น้อยไปไม่ได้ จะกลายเป็นคนไม่รับผิดชอบ เพราะฉะนั้นจะทำพอดีๆ วันละ 8 ชม. ครบเวลาปุ๊บลุกออกทันที ไม่ต้องรอคนมาบอก ทุกคนรับผิดชอบตัวเอง เวลาที่เหลือก็ออกกำลังกายกันแบบพอดีๆ อยู่กับครอบครัวแบบพอดีๆ กินอาหารพอดีๆ (นี่รู้สึกเหมือนจะโดนสะกดจิตแล้ว 555)

 

เวลาอยู่กับเพื่อนซุบซิบนินทา ก็จะทำแบบพอดีๆอยากรู้แบบพอดีๆ ไม่แสดงออกว่าอยากรู้มากเกินไป จะไม่งาม คุกคามเกินไป 555 ไม่แสดงอารมณ์มากเกิน เวลาช็อปปิ้ง หรือกินบุฟเฟ่ต์ก็จะซื้อ จะตักแค่พอดีตัว เอาให้กินอิ่ม ไม่น้อย ไม่มากเกิน ไม่ก่อขยะ ไม่สร้างความเดือดร้อน

 

ด้วยปรัชญาการใช้ชีวิตแบบนี้ทำให้ชาวสวีทุกคนใช้เวลาและทรัพยากรกันอย่างเป็นประโยชน์ค่ะ ไม่อู้ ไม่เถลไถล หรือสิ้นเปลืองเพราะแบ่งกันไปอย่างพอดีๆแล้ว คือมันก็มีคนที่อู้ หรือคนที่เหลวไหล ฟุ่มเฟือย เละเทะ ก็เป็นทุกสังคมแหละค่ะ ดีบ้างไม่ดีบ้างแบ่งๆกันไป แต่ที่นี่จะมองสิทธิ์ของตัวเองเป็นใหญ่ และหน้าบาง พอเห็นคนทำผิดก็พูดตรงๆ ตักเตือน ก็เลยไม่ค่อยจะมีคนทำอะไรแย่ๆโจ่งแจ้ง

 

ภาษาและการสื่อสารกับคนท้องถิ่น

สวีเดนใช้ภาษาหลักคือสวีดิชค่ะ แต่เป็นประเทศที่เหมาะกับกระเหรี่ยงฮิปสเตอร์อย่างเราๆท่านๆมากค่ะ เพราะประชากรที่นี่ประมาณ 95% พูดภาษาอังกฤษเป็น เป็นประเทศที่ไม่ใช่ภาษาหลักเป็นอังกฤษแต่ประชากรเกือบทุกคนฟัง และพูดอังกฤษได้ พูดติดสำเนียงเมกันด้วยนะ ต้องคนแก่ๆถึงจะติดสำเนียงสวีดิช ซึ่งต้องขอบคุณหนังและซีรี่ย์ซาวด์แทรคที่ฉายทุกวันในทีวี….

 

ประเทศนี้เวลาไปดูหนัง ทั้งในโรงหรือที่ฉายตามทีวีจะมีแต่เสียงอังกฤษซับสวีดิชค่ะ เพราะขี้เกียจแปล— ไม่ใช่ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไม แต่เพราะเหตุนี้ก็เลยทำให้ทุกคนคล่องอิ้ง อยู่ได้สบายมากค่ะ ช่วงที่เราเรียนอยู่ 2 ปี ไม่จำเป็นต้องรู้สวีดิชเลยก็ได้ แต่คือรู้ไว้ก็ดีกว่า ใช้ชีวิตง่ายขึ้น ไปซุปเปอร์ก็จะได้ซื้อของไม่ผิด อะไรแบบนี้…

 

แต่ถ้าอยากทำงานพิเศษหรืออะไรประมาณนี้ควรจะรู้สวีดิชค่ะ เพราะยังไงคนท้องถิ่นก็พูดภาษาสวีดิชเป็นหลักอยู่ดี บางคนอาจจะไม่คล่องอิ้ง เพราะฉะนั้นก็ต้องพูดให้เป็นค่ะ

 

อาหารการกิน

หมวดนี้เป็นหมวดที่ไม่อยากพูดเลยค่ะ ไม่รู้จะหาอะไรมาพูดถึงดี ความประทับใจในอาหารสวีดิชแบบดั้งเดิมของเรานี่ก็สูงเหลือเกิน *กัดฟัน* (หมายถึงอาหารปกติ ประจำวันน่ะนะคะ ถ้าอาหารตามเทศกาลไรงี้คืองานดีมาก) คิดถึงร้านอาหารที่กรุงเทพมากค่ะ คิดถึงอาหารไทย คิดถึงร้านอาหารญี่ปุ่น ร้านขนมข้างทาง อยากจะปาดน้ำตา

 

เข้าเรื่องๆ คือว่า อาหารสวีดิชดั้งเดิมส่วนใหญ่ค่อนข้างจะซ้ำซากและจำเจค่ะ เอาเป็นว่าในอิเกียเมกกะบางนามีอะไรก็มีแบบนั้นแหละค่ะ แต่ราคาแพงกว่า 555

 

โดยปกติแล้วโรงอาหารมหาลัยหรือร้านค้าจะมีอาหารหลายชนิดให้เลือกอยู่นะคะ เพราะสวีเดนคำนึงถึงความเท่าเทียมของทุกคนมาก เลยจำเป็นต้องมีอาหารสำหรับทุกชาติทุกศาสนากินได้ ทุกๆวันจะมีเมนูหลักให้เลือก อยู่ 3 แบบคือ เนื้อ ปลา และมังสวิรัติ ที่นี่ในร้านอาหารไม่นิยมเนื้อหมูเท่าไหร่ แต่ถ้าหาซื้อมาทำเองได้ ในซุปเปอร์มี

 

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในสวีเดน และสแกนดิเนเวียที่คนไทยทุกคนต้องได้ลองเมื่อถ่อมาถึงนี่คือแซลมอนค่ะ แซลมอนสดๆนอนแผ่เต็มแผงร้านขายปลาทุกร้าน เนื้อสีส้มมีลายไขมันสีขาวแทรกเล็กๆ ยิ่งขึ้นเหนือไปทางนอร์เวย์ลายก็ยิ่งสวย กลิ่นก็ยิ่งหอม เราเคยไปกินตรงแถวหมู่บ้านนักประมงในนอร์เวย์นี่สายรุ้งแทบพุ่งออกจากปากค่ะ อร่อยละลาย… เพราะฉะนั้นอาหารสวีถึงจะแย่ยังไง เราชาวฮิปสเตอร์ไทยๆก็ยังมีแซลมอนรออยู่นะคะ (ก่อนมาอย่าลืมไปถามคุณแม่ว่ามีสูตรน้ำจิ้มซีฟู้ดมั้ย)

 

ถ้าหากกลัวคิดถึงบ้าน ร้านอาหารไทยในสวีเดนเยอะมาก ไม่ต้องกลัวว่าจะคิดถึงอาหารไทย แต่ออกจะมีราคานิดนึงก็ราคาตามร้านอาหารอ่ะค่ะ และถ้าอยากทำเองก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมีวัตถุดิบ มีให้ครบค่ะ น้ำปลา ซีอิ๊วขาว พริกแกง โลโบ้ มาม่า นิชชิน ซุปเปอร์ธรรมดาก็มี แต่ถ้าอยากได้แบบเต้าเจี้ยว น้ำจิ้มซีฟู้ด มะขามเปียก ก็เชิญซุปเปอร์อาหารเอเชียใกล้บ้าน มีเยอะเช่นกัน ไม่ต้องกลัวอด และไม่ต้องหอบมาเยอะ

 

ที่อยู่อาศัย

การหาที่อยู่อาศัยในสวีเดนเป็นปัญหาใหญ่มากค่ะ เนื่องจากประเทศนี้มีประชากรน้อย และก็มาแออัดกันอยู่ในเมืองซะส่วนใหญ่ทำให้ที่อยู่อาศัยบางทีก็ไม่พอ จะซื้อ จะหา จะเช่ากันทีบางทีใช้เวลาเป็นปี ที่ทำเลดีๆ ใกล้เมือง เดินทางสะดวกบางทีก็ต่อคิวกันเป็นสิบปียี่สิบปี สโลไลฟ์ขนาดไหนก็คิดดูค่ะ ต่อคิวกันได้เป็นสิบปี เพื่อเช่าอพาร์ทเม้นท์…

 

แต่เนื่องจากเราเป็นนักเรียน และเราเสียตังค์ค่าเทอม มหาลัยก็จะการันตีที่พักให้เราค่ะ (อย่างน้อยๆก็มหาลัยที่เราอยู่ล่ะ ไม่แน่ใจว่าที่อื่นเป็นยังไง แต่หอนักเรียนส่วนใหญ่จะมีที่ว่างให้นักศึกษาต่างชาติอยู่แล้ว) ทั้งนี้ทั้งนั้นการที่เค้าการันตีมา ไม่ได้หมายความว่าจะหรูเลิศ อยู่สบายไร้กังวล บางทีก็อาจจะมีปัญหาบางตามสไตล์หอนักเรียนอ่ะค่ะ ฮีทเตอร์ไม่อุ่น ข้างห้องปาร์ตี้เสียงดัง ครัวเละเทะ มีคนไม่ล้างจาน ของในตู้เย็นหาย แต่มันก็ไม่แย่ซะหมดค่ะ ขึ้นอยู่กับดวง ของเราตอนแรกก็แย่นิดหน่อย แต่พอข้างห้องย้ายออกแล้วมีคนมาแทนเป็นชาวเยอรมันที่เป๊ะและเนี้ยบมาก ชีวิตก็ดี๊ดีขึนมาทันที…

 

เราสามารถหาที่พักอยู่เองได้ในกรณีไม่อยากอยู่หอมหาลัยค่ะ แต่ก็ต้องใช้ความพยายาม หาคอนเนคชั่นและต่อคิวค่ะ อย่างที่บอกข้างต้นแม้กระทั่งคนสวีเองยังมีปัญหาเลยค่ะ เพราะฉะนั้นต้องดูดีๆ

 

**หมายเหตุ – เราไม่อยากลงลึกในหัวข้อนี้ เดี๋ยวจะกลายเป็นมหากาพย์ซะก่อน เจอมาหมดค่ะทั้งแฟลทเมทสกปรก ขโมยของ เจ้าของบ้านโกงสัญญาบ้าน โดนไล่ออกจากบ้านก่อนกำหนดและอื่นๆอีกมายมาย

 

งานและรายได้พิเศษ

วีซ่านักเรียนของสวีเดนสามารถทำงานได้ไม่จำกัดชั่วโมงค่ะ สามารถหางานทำ หางานพิเศษได้ ไม่มีปัญหา ด้วยเหตุนี้สิ่งที่เราต้องคำนึงคือการแบ่งเวลา ระหว่างเวลาเรียน และเวลางานค่ะ ตัวเราเองไม่ได้ทำงานพิเศษตอนเรียนอยู่เพราะติดที่คณะเรียนหนักมาก เวลาส่วนใหญ่สิงอยู่ที่สตูดิโอของคณะ เสาร์อาทิตย์ก็ปั่นเปเปอร์ เลยไม่มีเวลาไปทำอะไรเพิ่ม แต่ว่าช่วงปิดเทอมยาวๆหน้าร้อน เราก็หางานทำค่ะ เป็นนักศึกษาฝึกงาน ทำอาทิตย์ละ 40 ชม. เต็มเวลา แล้วก็ได้เงินเดือนเรทนักศึกษาป.ตรีจบใหม่

 

การหางานพิเศษในสวีเดนมีข้อจำกัดอย่างนึงค่ะ เนื่องจากที่นี่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ เพราะฉะนั้นเวลาเราทำงานเสริฟ หรืองานในครัวก็ควรจะพูดสวีดิชได้ เพราะบางทีลูกค้าอาจจะเป็นคุณลุงคุณป้าไม่พูดอังกฤษก็เป็นได้

 

แต่ถ้าหากเป็นงานฟรีแลนซ์โดยใช้ความสามารถเฉพาะตัว อย่างออกแบบเว็บ เขียนบทความเป็นภาษาอังกฤษอะไรแบบนี้ ถ้าตกลงกับนายจ้างเรื่องภาษา และจัดเวลาทำงานได้ก็ทำได้เลยค่ะ

 

พอมีรายได้แล้วก็มีภาษีค่ะ ทุกๆท่านน่าจะเคยได้ยินว่าสวีเดนเป็นรัฐสวัสดิการ ซึ่งทุกอย่างฟรีหมด ทั้งโรงเรียน ทั้งหมอ สาธารนูปโภคดีมาก ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วมาจากภาษีที่สูงลิบค่ะ โดยภาษีเงินได้ (หัก ณ ที่จ่าย)โดยปกติแล้วจะเสียอยู่ที่ 34% – 50% เวลาต่อรองเงินเดือนนายจ้างจะบอกเป็นจำนวนรวมก่อนเสียภาษี เราก็หักไป 1/3 เลยค่ะ ง่ายๆ 5555 #ในเลขห้ามีน้ำตาซ่อนอยู่

 

อ้อ หนีภาษีไม่ได้นะคะ เพราะการจะเข้าทำงานได้ นายจ้างจะต้องขอเลข Personnummer (เลขประจำตัวประชาชนซึ่งลิ้งค์กับทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศนี้) และยื่นไปที่กรมสรรพากร จากนั้นเวลามีเงินเดือนเข้าภาษีก็หักไปแล้วค่ะ

 

การหางานหลังเรียนต่อก็เป็นเรื่องที่สำคัญที่ควรจะคิดก่อนมาเรียนต่อค่ะ เพราะการมาเรียนต่อเมืองนอกนั้นใช้ค่าใช้จ่ายเยอะมาก บางคนก็ต้องกู้หนี้ยืมสิน เพราะฉะนั้นเราควรจะคำนึงถึงส่วนนี้ไว้ด้วย สำหรับคนที่มีภาระทางส่วนนี้ เราอยากให้ทุกคนดูนโยบายการให้ชาวต่างชาติทำงานต่อหลังเรียนจบด้วยค่ะ อย่างพวกอัตราการว่างงานของคนในประเทศเอง สาขาที่ต้องการ อุตสาหกรรมในประเทศ ภาษาท้องถิ่นจำเป็นต้องพูดได้มั้ย และการขอวีซ่าหางานหลังเรียนจบ

 

เรื่อของเรื่องคือวีซ่าหางานหลังเรียนจบเนี่ย ส่วนใหญ่แล้วประเทศใน EU จะมีให้ค่ะ อย่างเยอรมัน และสแกนดิเนเวีย (ประเทศอื่นเราไม่แน่ใจ) แต่ละประเทศก็ต่างกันไปค่ะ ว่าได้กี่เดือน ต้องมีเงินให้บัญชีเท่าไหร่ และงานที่หาได้จะต้องให้บริษัทรับรองยังไง และฐานเงินเดือนเท่าไหร่ เพราะบางทีถึงได้งานแล้วแต่เงินเดือนไม่ถึงวีซ่าทำงานก็ออกให้ไม่ได้ค่ะ

 

อาจจะถามว่างั้นใช้วีซ่านักเรียนต่อได้มั้ย ทำงานได้เหมือนกัน ถ้าใช้วีซ่านักเรียนก็ต้องลงเรียนต่อค่ะ เสียค่าเทอมอีก เพราะฉะนั้นศึกษาดีๆก่อนตัดสินใจเลือกที่เรียนต่อ ชีวิตบางทีก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบขนาดนั้นค่ะ

 

การท่องเที่ยว

ตอนตัดสินใจมาเรียนนี่เอาจริงๆไม่ได้คิดเรื่องเรียนเลยค่ะ นั่งปักหมุดแผนที่ วันหยุด ปิดเทอมไปเที่ยวไหนดี 5555 (เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ฮิปสเตอร์ผู้อ่านทุกท่านอย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง)

 

ด้วยความที่เมื่อเราได้วีซ่านักเรียนในสวีเดนแล้ว เราสามารถเดินทางโดยอิสระในกลุ่มประเทศเชงเก้นค่ะ ไม่ต้องขอวีซ่าเพิ่ม ซึ่งโดยรวมแล้วก็ทั้งยุโรปนั่นแหละ ยกเว้นอังกฤษที่จำเป็นต้องขอวีซ่าเพิ่มเพื่อเข้าเกาะ

 

ด้วยความที่สวีเดนอยู่ทางเหนือสุดของยุโรปทำให้การเดินทางไปประเทศอื่นๆที่อยู่ทางใต้แบบอิตาลี ฝรั่งเศสลำบากนิดนึงค่ะ ต้องบินเอา ค่าตั๋วเครื่องบินก็ประมาณไม่เกิน 5000 บาท ยิ่งถ้าจองตั๋วโปรดีๆอาจจะได้ราวๆพันกว่าบาทได้ค่ะ

 

แต่ประเทศแถบนั้นมันอาจจะเมนสตรีมไม่เหมาะกับบรรดาฮิปสเตอร์ผู้อ่านอย่างเราๆท่านๆ เราจึงขอแนะนำประเทศฮิปๆแถบสแกนดิเนเวียค่ะ นอร์เวย์ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ถ่ายรูปแสงเหนือฟินๆ จะทะลุไปถ่ายรูปชิคๆที่ไอซ์แลนด์ หรือแม้กระทั่งหมีขาวที่กรีนแลนด์ก็ได้ มีเครื่องบินไปถึง เห็นมั้ยคะ เป็นโลเคชั่นที่ดีมาก เหมาะกับฮิปสเตอร์มากๆ

 

ข้อดี (อันที่จริงเราไม่แน่ใจว่าจะเรียกว่าข้อดีดีมั้ย) คือเนื่องจากสวีเดนเป็นหนึ่งในประเทศที่ค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก (เพราะภาษีสูงลิบ) เวลาเดินทางทีไรก็จะได้ฟีลลิ่งประมาณว่าทุกสิ่งทุกอย่างนอกสวีเดนนั้นถูกมากค่ะ  เราเคยไปหน้ามืดที่โปแลนด์ เนื่องจากโปแลนด์ภาษีแค่ 8% และของถูกมากกกกกกก ก็กวาดทุกสิ่งทุกอย่างลงกระเป๋า รู้ตัวอีกทีก็ไม่ทันแล้ว…

 

เพื่อน

ด้วยความที่สวีเดนไม่ใช่ Final Destination ของนักศึกษาเมนสตรีมส่วนใหญ่ ในหลายๆคลาสจึงไม่มีการโดมิเนทของนักศึกษาเอเชี่ยนแบบที่สามารถพบเห็นได้ในประเทศอื่น เอาจริงๆเหมือนเป็นเวทีประกวดนางงามอ่ะค่ะ นอกจากมนุษย์สวีท้องถิ่นแล้วประเทศอื่นก็ส่งมาคนสองคน งุ้งงิ้งๆน่ารักๆ เพราะเหตุนี้เพื่อนๆก็อาจจะมีความแตกต่างทางชาติพันธุ์สูงค่ะ เป็นที่สำราญใจเวลาปาร์ตี้มาก เพราะคุณอาจจะได้กินอาหารจากประเทศนู้น เบียร์จากประเทศนี้ ว้อดก้าบ่มเองจากประเทศนั้น 555

 

หาเพื่อนยากมั้ย? เป็นคำถามที่นักศึกษาทุกคนจะต้องถาม ตอบได้ทั้งสองแบบค่ะ ยากและไม่ยาก ขึ้นอยู่กับนิสัยของคนที่จะมาเรียนด้วย และขึ้นอยู่กับสภาพหลักสูตรที่ศึกษาด้วย

 

ปัจจัยแรก คือ มาถึงสวีก็อยากได้เพื่อนสวี แต่ฮิปสเตอร์ที่กำลังอ่านทุกคนต้องรู้ก่อนว่ามนุษย์สวีเป็นมนุษย์ที่ขี้อายมากกกกกก คือมันไม่นิยมเข้าหาคนก่อน แต่ไม่ได้ปิดกั้นนะคะ ยกตัวอย่างเช่น เวลาไปโรงอาหาร หรือเวลานั่งเรียน ถ้าเราขอเขานั่งด้วย เขาก็ให้นั่ง ไม่ได้รังเกียจอะไร แต่เพราะนิสัยขี้อาย และไม่กล้าแสดงอารมณ์ เขาจะไม่ทักเราก่อนค่ะ เอาง่ายๆติดในลิฟท์ด้วยกันเป็นชม.ก็อาจจะไม่คุยเลยเถอะถ้าไม่รู้จักกันมาก่อน เพราะฉะนั้นถ้าอยากได้เพื่อนก็ต้องเข้าหาค่ะ

 

ปัจจัยที่สอง คือ สาขาที่เรียน อันที่จริงสาขาวิชาที่เรียนมีผลมากต่อการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนในคณะมากนะคะ โดยปกติแล้วเนี่ยคนในคณะก็จะมีนิสัยและความสนใจคล้ายๆกัน ต่างกันไปก็ไม่มากหรอก ยกตัวอย่างเช่น เราเรียนสาขาการออกแบบ คนในคณะก็จะเป็นพวกสนใจรับรู้สิ่งใหม่ๆ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ก็เลยทำให้คุยกันง่ายเพราะมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นตลอดเวลา ซึ่งจะต่างจากคณะสายวิศวกรรม ที่เรียนทฤษฏีกันไป ไม่มีการพูดคุยในคลาสซักเท่าไหร่ เวลาทำความรู้จักก็ต้องตีเนียนเอาตอนกินข้าว หรือตอนปาร์ตี้

 

ทั้งนี้ทั้งนั้นเนื่องจากสวีเป็นติ่งประเทศไทย ความฝันของสวีทุกคนคือการมาเยือนประเทศเราซักครั้งในชีวิต (ฟังดูเหมือนลัทธิอะไรบางอย่าง) เพราะฉะนั้นทุกคนรู้จักประเทศไทยดีค่ะ และทุกคนจะดีใจมากกกกที่รู้ว่าคุณมาจากประเทศไทย และจะลากยาวเล่าถึงประสบการณ์เมื่อครั้งหนึ่งเคยไปประเทศไทย พร้อมปิดท้ายคำถามว่า แล้วนี่คิดไงถึงถ่อมาสวีเดน แต่ยังไงก็ตามขอให้ทุกคนโชคดีค่ะ 5555

 

ความเป็นส่วนตัว

อย่างที่บอกไปในหัวข้อที่แล้วว่าชาวสวีนั้นขี้อายมาก นอกจากขี้อายไม่พอยังรักษาระยะห่างและรักษาความเป็นส่วนตัวสูงมากกกกก เพราะฉะนั้นเวลาติดต่ออะไร แลกเฟสบุ้ค แลกเบอร์อะไรงี้อาจจะต้องใช้เวลาทำความรู้จักซะก่อน ไม่ใช่ว่าเปิดเทอมมาถึงก็แอดดะไปทุกคน อาจจะ reject ได้ แนะนำว่าให้ทำความรู้จักกันก่อนค่ะ

 

แต่ข้อดีคือเขารักษาความเป็นส่วนตัวของเขา และยังรักษาความเป็นส่วนตัวของเราด้วยค่ะ จะไม่มีทางมายุ่มย่าม เกาะแกะเด็ดขาด ไม่มีการบังคับพาไปปาร์ตี้ ไม่มาเซ้าซี้ถามเรื่องส่วนตัว ไม่ยุ่ง ไม่ทำอะไรทั้งนั้น จนบางทีเราก็รู้สึกสงสัยว่าตกลงนี่เรากะมันเป็นเพื่อนกันรึเปล่า….

 

บางครั้งบางคราว สมมติว่าเราไปปาร์ตี้แล้วเราต้องกลับก่อน นัดกะคนอื่นไว้งี้ ถ้าเราลุกออกเขาก่อนก็ไม่ว่านะคะ ไม่เซ้าซี้ไม่บังคับแต่ก็มีชวนๆให้อยู่ต่อบ้าง หรือถ้าหาเรียนรึทำงาน ถ้าหากเราไม่สามารถไปตามนัดได้ และแจ้งก่อนล่วงหน้า

 

 


 

 

หัวข้อสิ่งอำนวยประโยชน์ในการศึกษา

 

เราจะไม่ขอพูดเกี่ยวกับ Facilities หรือสิ่งอำนวยความสะดวกในมหาลัยแต่ละที่นะคะ มันดูจะเป็นการเจาะลึกมากเกินไป และอีกอย่างคือแต่ละคณะก็ต่างกันไปด้วย คือมันก็มีคล้ายๆเหมือนกันหมดนั่นแหละค่ะ ทั้งอาจารย์ สื่อการสอน ตึก หอสมุด เพราะฉะนั้นจะขอข้ามๆไป ไปดูอะไรที่มันน่าสนใจกว่านั้นดีกว่า

 

ความคิดสร้างสรรค์ และนวัฒกรรม

การส่งเสริมให้คิดเชิงสร้างสรรค์ และ การสร้าง Innovation หรือนวัฒกรรมใหม่ๆ

สวีเดนเป็นประเทศที่ได้รับยกย่องให้เป็นที่ 1 ของบรรดากลุ่มประเทศในทวีปยุโรป และเป็นที่ 2 ของโลกจากการจัดอันดับเมื่อปี 2011 ในด้านการคิดค้นนวัฒกรรมใหม่ๆค่ะ รัฐบาลนั้นส่งเสริม R&D เป็นอย่างมาก นวัฒกรรมที่ออกมาพลิกโลกนั้นมีทั้งคลื่นมือถือ 3G 4G (ร่วมกันพัฒนากับประเทศอื่นด้วย) ทางด้านการบริการบนอินเตอร์เน็ตอย่าง Skype, bittorrent, spotify ด้าน material science อย่าง graphene และอื่นๆมากมาย

 

การเรียนในห้องเรียนเลยส่งเสริมให้นักศึกษาเกิดความคิดสร้างสรรค์กันซะมากกว่าจดๆจ้องๆอยู่ในหนังสือ อาจารย์จะส่งเสริมให้เกิดการอภิปรายและถกเถียงกันในห้องเรียน บางครั้งมันก็ดี แต่บางทีมันก็นอกเรื่องไปไกลมาก เราก็เบื่อเหมือนกัน 55

 

เราเจอคาบที่เป็น discussion บ่อยมาก มันสนุกนะคะ ได้ถก ได้แลกเปลี่ยนความคิดกับคนอื่น แต่จบคาบทีนี่เหนื่อยมาก และชนชาติสวีมีความโรคจิตอย่างนึงค่ะ ชอบ discuss มากกกกกกกก ไม่รู้เป็นโรคอะไรกัน ไม่ว่าจะเรื่องอะไรสามารถ discuss กันได้เป็นคุ้งเป็นแคว เราเคยนั่งเล่นอยู่ที่ห้องภาค แล้วเพื่อนก็เดินเข้ามาพร้อมกับถามว่าทำไมสวิทช์ไฟมันมาอยู่ตรงนี้ เราก็ถามว่าทำไมมันจะอยู่ไม่ได้ แล้วอีกคนก็เดินเข้ามา อีกหลายๆคนตามมา แล้วก็นั่งคุยกันเป็นชั่วโมงว่าด้วยสวิทช์ไฟทำไมถึงไปอยู๋ที่อื่นไม่ได้ ทำไมต้องสีขาว และทำไมต้องเป็นรูปแบบนี้…

 

มันก็ฮิปนะ ถือกาแฟถ้วยนึง แล้วนั่งคุยกันเป็นชั่วโมง…

 

แต่มันเพลีย…. 5555555

 

ถามว่ามันให้ประโยชน์อะไรมั้ย การนั่งเถียงกันเป็นชั่วโมง พอมาคิดดูดีๆตัดความเพลียออกไปแล้ว เราก็ได้อะไรจากมันมาเยอะนะ.. เราสามารถจัดความคิดเราให้เป็นระบบได้ เราสามารถคิดได้เร็วขึ้น เพราะเราต้องไว เราต้องคิดให้ทัน เราต้องพูดและสื่อสารออกไปให้ได้ ตอนแรกเราก็นั่งเงียบพูดอะไรไม่ทันเลย หลังๆผ่านไปเดือนสองเดือน เริ่มชินเราก็สามารถพูดออกไปได้

 

เราว่าที่สวีเดนเป็นอย่างทุกวันนี้ได้เพราะการ discuss นี่แหละค่ะ ความคิดสร้างสรรค์ที่พรั่งพรู และไอเดียที่ออกมา นวัฒกรรมใหม่ๆ และการประยุกต์ใช้นั้นเริ่มต้นมาจากการนั่งคุยกันและนั่งเถึยงกันในวงกาแฟนี่ล่ะค่ะ

 

การเปิดกว้าง ความเป็นปัจเจกบุคคล ความเท่าเทียมกัน และเสรีภาพทางความคิด

สวีเดนเป็นประเทศแรกในโลกที่ล้มเลิกการเซนเซอร์สื่อ กล่าวคือสื่อ หนังสือพิมพ์ ทีวีล้วนแล้วแต่มีเสรีภาพในการนำเสนอ และประชาชนสามารถเลือกเสพย์สื่อได้ เพราะฉะนั้นสวีเดนก็เลยเปิดกว้างมาก ไม่ใช่แค่ว่าจะเป็นทางความคิด แต่ยังเป็นเรื่องเพศ ความเชื่อ ศาสนา และเชื้อชาติด้วยค่ะ

 

ชนชาวสวีนั้นเชื่อว่าทุกคนเท่ากัน ไม่มีชนชั้น นักเรียนกับอาจารย์ก็เท่ากัน ไม่มีใครมาสั่งให้ใครทำอะไรได้ คำพูดของอาจารย์ไม่ได้ถูกเสมอ ถ้าเรารู้ว่าผิด หรือเราเห็นไม่ตรงก็สามารถเถียงได้ แล้วก็มาพิสูจน์กัน ถามว่าดีมั้ย มันก็ดีนะคะ แต่จะลำบากในตอนทำงานกลุ่ม แม้ว่าเราจะเป็นหัวหน้ากลุ่ม เรามีประสบการณ์ในด้านนี้เยอะสุด เราอาจจะเสนอไอเดียนี้ไป ถ้าไม่มีใครเชื่อ เราก็ต้องมานั่งพิสูจน์ว่าอันนี้มันจริง ซึ่งบางทีมันก็เสียเวลาได้ แต่ผลลัพท์คือทั้งกลุ่มยอมรับ มันก็โอเค

 

คนที่นี่ค่อนข้างจะเคารพเรื่องความเป็นปัจเจกบุคคลด้วยค่ะ ไม่มีใครมาด่าเรา ไม่มีมาตัดสินเราในสิ่งที่เราเลือก ไม่มีใครมาแซะมานินทาว่าคนนู้นแต่งตัวแย่ คนนี้ไม่มีศาสนา ทุกคนจะยอมรับในการเลือกของเรา และเคารพการตัดสินใจค่ะ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี (จริงๆการแซะหรือการนินทานี่เราว่ายังไงก็มีทุกสังคมอ่ะ แต่แถวนี้จะเป็นแบบพองาม ไม่ออกนอกหน้าเกินไป 555)

 

เราอยู่สวีเดนมาเกือบๆ 3 ปี ไม่ได้นานมากขนาดนั้น แต่ชีวิตการอยู่ในมหาลัยของเราไม่มีการเหยียดผิว เหยียดชนชาติเลยนะคะ ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขดี ดีต่อสุขภาพจิตค่ะ 555

เราขอแนะนำวิดีโอนี้ค่ะ เป็นความสวีอย่างถึงที่สุด….

 

ทุกสิ่งที่เรียนต้องมีโอกาสได้ประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรม

ข้อดีของการเรียนที่สวีเดนคือมหาลัยของที่นี่ใกล้ชิดกับภาคอุตสาหกรรมมากค่ะ ในแต่ละคอร์ส แต่ละวิชาเราจะมีโปรเจคท์ใหญ่ให้ทำก่อนสอบ ซึ่งโปรเจคท์พวกนี้จะได้โจทย์มาจากภาคอุตสาหกรรม นักศึกษาเลยโชคดีได้ทำ hands-on practice และไม่ใช่แค่ทำส่งอาจารย์ ในวันพรีเซนต์ หรือช่วงระหว่างทำ ทางบริษัทก็จะส่งคนมาคอยวิจารณ์งาน หรือให้คำแนะนำด้วย ทำให้เรารู้ว่าโลกภายนอกมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง เราสามารถประยุกต์วิชาของเราได้ถึงขนาดไหน ที่เราทำสามารถใช้จริงได้มั้ย และทำให้เรามีคอนเนคชั่นค่ะ

 

ไม่ใช่แค่ในวิชาเรียน ตอนช่วงที่ทำทีสิสเราก็สามารถเลือกทำกับบริษัทได้ค่ะ ซึ่งไม่ได้ทำฟรี ได้เงินด้วย 5555 (อารมณ์เหมือนฟรีแลนซ์ ทำทีสิส ดีเฟนด์ผ่าน ส่งรีพอร์ท รับเงิน) ตัวมหาลัยได้เปเปอร์งานวิจัย บริษัทได้ผลงาน นักศึกษาได้เงิน+ความรู้ วิน-วินทุกฝ่าย

 

เพราะการที่มหาลัยเอาภาคอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจเข้ามาทำให้องค์ความรู้ในสวีเดนไม่ได้จมอยู่แค่วงการวิชาการค่ะ ทำให้องค์ความรู้มันกระจายและเทคโนโลยีมันพัฒนาไปได้ควบคู่กัน และเร็วมาก ไม่ใช่แค่นั้น มันยังทำให้นักศึกษาสามารถก้าวเข้ามาให้ภาคอุตสาหกรรมได้อย่างรวดเร็วได้อีกด้วย ตัวเราก็ใช้ความที่ได้ทำทีสิสกับบริษัท ได้ทำโปรเจคท์กับคนนู้นคนนี้ทำให้ได้งานทำต่อหลังเรียนจบเลยนี่แหละค่ะ

 

ทุนการศึกษา

หัวข้อที่เป็นตัวแปรสำคัญมากกกกกในการมาเลือกศึกษาต่อ ที่สวีเดนจัดว่ามีทุนเยอะพอสมควรค่ะ แบ่งได้ 3 ประเภทคือ (1) ทุนรัฐบาล (2) ทุนมหาลัยที่เราเลือก (3) ทุนจากไทย

 

ทุนรัฐบาล หรือ Swedish Institute Scholarship เป็นทุนที่แจกให้กับนักเรียนจากประเทศกำลังพัฒนาค่ะ ซึ่งประเทศไทยก็รวมอยู่ในนั้นด้วย (เคยโดนถอดออกไปปีนึง ตอนนี้กลับมาใหม่แล้ว) ทุนจะระบุชัดเจนว่าสาขาไหน จากมหาลัยอะไรมีสิทธิ์ขอได้บ้าง ซึ่งลิสท์สาขานี้จะเปลี่ยนทุกปีต้องคอยเช็คค่ะ เกณฑ์การตัดสินทุนไม่แน่นอน ไม่แน่ใจว่าเกรดมีส่วนขนาดไหน แต่ที่มีส่วนมากๆคือเรียงความค่ะ กิจกรรมที่เคยทำมาตอนป.ตรีก็อาจจะมีส่วนบ้าง จริงๆการตัดสินใจนี่แรนด้อมในระดับนึงเลยค่ะ เราไม่แน่ใจว่าเขาคิดอะไรกันบ้าง… ทุนรัฐบาลจะรวมค่าเทอม 2 ปีการศึกษา ค่าใช้จ่ายต่อเดือนราว 9000 SEK และค่าตั๋วเครื่องบินด้วยค่ะ ทุนให้เปล่า ไม่ต้องคืน

 

ทุนรัฐบาลสวีเดนอีกทุนนึงที่ต้องขอจากไทยเท่านั้นคือ Swedish Chamber of Commerce ค่ะ ต้องหาดู ไม่แน่ใจว่าเปิดทุกปีมั้ย จะเปิดช่วงพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ ให้เฉพาะค่าเทอม 1 ปีการศึกษา เฉพาะสาขาเกี่ยวกับการบริหารอะไรเทือกนี้ ค่อนข้างจำกัด

 

แบบที่สอง ทุนมหาลัย แต่ละมหาลัยจะมีกฏการแจกทุนต่างกันไปค่ะ อย่างมหาลัยเราต้องสมัคร กรอกฟอร์มเฉพาะ บางมหาลัยก็จะเลือกๆแล้วส่งเมล์หานักศึกษาแต่ละคนเอง ส่วนนี้ขอให้หาเอาตามเว็บมหาลัยค่ะ ทุนที่มีให้ก็มีตั้งแต่ 50% 75% ทุนเต็มจำนวน และทุนเต็มจำนวน + ค่าใช้จ่ายต่อเดือน ซึ่งทุนที่แจกทั้งหมดเป็นทุนให้เปล่า ไม่จำเป็นต้องทำงานใช้คืนค่ะ

 

ทุนจากไทยก็มีทุนกพ.และอื่นๆมากมาย ส่วนนี้เราว่าฮิปสเตอร์ผู้อ่านน่าจะหากันได้ง่ายๆนะคะ ข้อมูลเป็นภาษาไทยด้วย

 

อีกประเด็นสำคัญคือ ถ้าหากพลาดทุนตอนก่อนมา มาเรียนแล้วจะหาทุนได้มั้ย คำตอบของเราคือ ได้ แต่ยากค่ะ และทุนที่จะได้ก็ไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมด เพราะฉะนั้นคิดดูให้ดีตอนตัดสินใจ

 

เมื่อมาถึงและเรียนไปได้หนึ่งเทอม ทุกคนจะมีสิทธิ์ขอทุนเพิ่มค่ะ จะเป็นทุนเรียนดี ทุนช่วยเหลือทางการเงินอะไรประมาณนี้ แต่ก็ไม่ได้เยอะมากถึงขนาดเอามาแทนค่าเทอมได้ จะเหมือนเป็นเงินช่วยเหลือให้อยู่รอดไปวันๆมากกว่า 5555

 

ตัวเราเองไม่ใช่เด็กทุนนะเออ เกรดตอนป.ตรีกากค่ะ 55555 เขียนเท่าที่รู้ ถ้ามีคำถามอะไรก็ถามๆไว้ค่ะ ถ้าหาคำตอบได้ก็จะเอามาตอบนะคะ

 

ระยะเวลาเรียน

หลักสูตรปริญญาโทของสวีเดนส่วนใหญ่จะยาวราวๆ 2 ปีค่ะ มีเฉพาะบางสาขาวิชา และบางมหาลัยเท่านั้นที่จะเป็นหลักสูตรระยะสั้น 10-12 เดือน

 

ทำไมถึงต้องเรียนตั้ง 2 ปี เพราะที่สวีเดนทุกคณะจะบังคับให้ทำทีสิสจบค่ะ ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน เวลาที่เหลืออีกปีครึ่งจะเป็น Coursework ค่ะ แต่ละวิชาจะมีโปรเจคท์ใหญ่ และมีสอบ ซึ่งอาจจะเป็นสอบข้อเขียนนั่งในห้องสอบ หรือเป็นเขียนเปเปอร์ส่งก็ได้ค่ะ

 

ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น การมาเรียนยาวๆ 2 ปีอาจจะไม่เหมาะกับฮิปสเตอร์ที่ไม่อยากจากบ้านนานๆค่ะ เวลาสมัครก็ดูดีๆค่ะว่าเรียนกี่ปี กี่เดือน ตัดสินใจดีๆว่าอยากจากบ้านนานขนาดไหน อยากเที่ยวเยอะขนาดไหน เดี๋ยวจะพลาด 555

 


 

 

สุดท้ายนี้ อยากจะบอกว่าเราไม่ได้อยากให้เหล่าฮิปสเตอร์ที่อ่านกันมาจนถึงบรรทัดนี้เลือกตามเราทุกคน อันที่เราเห็นว่าดีมันก็ดีในแง่มุมของเรา ณ เวลาที่เราประสบ เราไม่รู้ว่าฮิปสเตอร์อย่างท่านผู้อ่านทั้งหลายจะเห็นดีด้วยกับเรารึเปล่า

 

แล้วอีกอย่างที่อยากให้ทุกคนคำนึงถึงเวลาจะไปเรียนต่อต่างประเทศ คือ ค่าใช้จ่ายมันสูงค่ะ เดิมพันมันสูง จะรุ่งหรือจะร่วงอยู่ที่ตัวเรา ฟังเสียงอยากตัวเรา อย่าฟังจากคนอื่น แล้วตัดสินใจด้วยตัวเองค่ะ อย่าตามเพื่อน สุดท้ายแล้วไม่มีคนที่จะอยู่กับเราไปตลอดหรอก พอถึงจุดนึงด้วยหลายๆปัจจัยก็ต้องแยกกันไป และอย่าลืมว่าเลือกตามที่ตัวเองอยากนะคะ ทั้งวิชาที่เรียน สถาบัน และประเทศ อย่าเชื่อเรามาก 555

 

อย่างที่เราบอกไป เราว่ามันดีในแง่มุมของเรา เพราะเราชอบแบบนี้ แต่ฮิปสเตอร์หลายๆท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะคิดว่า ประเทศอื่นๆอย่างญี่ปุ่น อเมริกา หรืออังกฤษถูกจริตมากกว่าก็ได้ เพราะฉะนั้นก็เลือกที่ชอบค่ะ ขอให้มีความสุขกับตัวเลือกของตัวเองทุกท่านค่ะ <3

3 thoughts on “เรียนโทอย่างฮิปสเตอร์

  1. ตามอ่านวิถีฮิปโป เอ้ย ฮิปสเตอร์
    แต่ตัวอักษรเล็กเหมือนคนเขียนเลย ctrl+ ไปสองจึ๊ก ถึงจะสบายตา

  2. เมื่อวานอ่านจบแล้ว วันนี้มาอ่านอีกรอบ
    เรามาจากพันทิปนะคะ
    ชอบมากเลยยย อ่านแล้วสนุก Blog สร้างสรรค์มาก
    มาเขียนให้อ่านบ่อยๆนะคะ <3

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>